ปัจจุบันเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สินค้าบางอย่างของไทยเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศ ยิ่งเราสามารถส่งออกสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศได้มากเท่าไร ยิ่งสร้างโอกาสในการขยายตลาด และเพิ่มรายได้แบบก้าวกระโดดได้มากเท่านั้น เพื่อให้ส่งออกสินค้าและบริการไปต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวกับการให้บริการเเละการส่งออกว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อมีการนำเข้าหรือส่งออกเกิดขึ้น กิจการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีนำเข้าส่งออกด้วย
โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย
- ภาษีศุลกากร
- ภาษีสรรพสามิต
- ภาษีสรรพากร
ภาษีศุลกากร
อากรขาเข้า คือ การเก็บภาษีจากสินค้าที่นำมาใช้หรือบริโภคในราชอาณาจักร ซึ่งการคำนวณค่าภาษีให้คำนวณตามสภาพสินค้า ราคาสินค้า และพิกัดของอัตราศุลกากร ที่อยู่ในความรับผิดชอบที่ต้องเสียภาษีปกติเมื่อมีการเก็บอากรขาเข้า จะต้องมีการเก็บภาษีชนิดอื่นควบคู่ไปด้วย ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายต่างๆ โดยหลักการคำนวณอากรขาเข้าสามารถทำได้โดยการนำ ราคา CIF อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต(ถ้ามี) ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ถ้ามี) มารวมกัน จึงจะได้อากรขาเข้าที่ต้องจ่ายทั้งหมดในการนำเข้าสินค้า ซึ่งอัตราภาษีอากรนำเข้าจะแตกต่างกันตามชนิดและประเภทสินค้า เช่น
- 30% สำหรับสินค้าประเภท เครื่องสำอาง หมวก น้ำหอม รองเท้า ผ้าห่ม ร่ม
- 20% สำหรับสินค้าประเภท กระเป๋า
- 10% สำหรับสินค้าประเภท CD DVD อัลบั้ม Power Bank หูฟัง Headphone Earphones ตุ๊กตา
- 5% สำหรับสินค้าประเภท นาฬิกา แว่นตา แว่นกันแดด
- สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี แต่เสีย VAT 7% ได้แก่ นิตยสาร Photobook คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เมาส์
ทั้งนี้ จะจัดเก็บภาษีเมื่อมีการนำสินค้าเข้ามาในไทย และมูลค่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อย่างเช่น การนำเข้าสินค้าโดยใช้บริการขนส่ง หากมูลค่าของสินค้ารวมกับค่าขนส่งและค่าประกันภัยเกิน 1,500 บาท จะต้องเสียภาษีอากร
ส่วนกรณีที่นำเข้ามาด้วยตนเองเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศไทย สินค้าที่ต้องเสียภาษีนำเข้าประกอบด้วย
- 1) ของใช้ส่วนตัวที่มีมูลค่ารวมทั้งหมดเกิน 20,000 บาท ไม่ว่าจะเพื่อใช้เองหรือไม่ได้ใช้เองก็ตาม แต่ถ้าเป็นสิ่งของที่นำออกไปจากประเทศไทย จะไม่ถูกนำมาคิดมูลค่าหากมีการสำแดงไว้ก่อนเดินทางไป
- 2) สิ่งของที่มีลักษณะทางการค้า แม้จะมีมูลค่าต่ำกว่า 20,000 บาท
- 3) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่า 1 ลิตร
- 4) บุหรี่เกินกว่า 200 มวน
- 5) ซิการ์หรือยาเส้นเกินกว่า 250 กรัม
- 6) ของต้องกำกัด คือ ของที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น ยาและอาหารเสริม เครื่องสำอาง สัตว์เลี้ยง อาวุธปืน พืช อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดรน
อากรขาออก เป็นการเสียภาษีหรือจ่ายค่าธรรมเนียมก่อนนำสินค้าออกนอกประเทศ โดยเป็นหน้าที่ของกรมศุลกากรในการจัดเก็บภาษีขาออก ซึ่งหากมีสินค้า 9 ประเภทนี้ไม่ว่าจะเป็นส่งออกทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ จะต้องเสียค่าภาษีส่งออก ได้แก่ ข้าว เศษโลหะ หนังโคและหนังกระบือ ไม้ (ไม้แปรรูปทุกชนิด) เส้นไหมดิบที่ไม่ได้ตีเกลี่ยว เส้นด้ายที่ทำด้วยไหม ปลาป่นหรือปลาอบแห้งที่ยังไม่ได้ป่น ของที่ส่งออกจากพื้นที่ที่พัฒนาร่วมตามกฎหมาย และของที่ยังไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในประเภทอื่นใดในพิกัดอัตราอากรขาออก โดยหลักการคำนวณอากรขาออกสามารถทำได้โดย การนำ ราคา FOB ภาษีสรรพสามิต(ถ้ามี) ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ(ถ้ามี) มารวมกัน จึงจะได้อากรขาออกที่ต้องจ่ายทั้งหมดก่อนการส่งออกสินค้า
ภาษีศุลกากร
ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีนำเข้าส่งออกที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท เช่น สินค้าและบริการที่มีลักษณะฟุ่มเฟือย สินค้าที่ได้รับผลประโยชน์พิเศษจากภาครัฐ สินค้าที่บริโภคแล้วมีผลเสียต่อสุขภาพ
สินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดภาระต่อรัฐบาลในการที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภค เช่น เครื่องดื่ม น้ำมัน รถยนต์ พรมและสิ่งทอปูพื้นอื่น (เฉพาะที่ทำด้วยขนสัตว์)
น้ำหอมรถจักรยานยนต์ แบตเตอรี่ สุรายาสูบและไพ่ โดยกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บแทนกรมสรรพสามิต
นอกจากนี้ยังมีภาษีเพื่อมหาดไทย เป็นภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปจัดสรรให้กับกรุงเทพมหานคร ราชการส่วนท้องถิ่นและกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีสุรา โดยสินค้าที่ต้องชำระภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทย
เช่น น้ำหอม สุรา ยาสูบ ไพ่ แบตเตอรี่ จะต้องชำระเมื่อมีการเสียภาษีสรรพาสามิต
ภาษีสรรพากร
สำหรับภาษีตัวหลักๆ ที่หลายคนมักมีคำถาม ได้แก่ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีการส่งออกต้องจัดการภาษียังไง
1. การส่งออกสินค้าและบริการ ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ เพราะอะไร
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายกำหนดทุกครั้งที่จ่ายเงิน โดยขึ้นอยู่กับประเภทรายได้ และอัตราการหัก ณ ที่จ่ายค่ะ
สำหรับการส่งออกสินค้า โดยปกติแล้วจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายค่ะ แต่ในกรณีการส่งออกบริการอาจจะถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้จ่ายเงินเป็นใคร อยู่ประเทศอะไร และอัตราการหัก ณ ที่จ่ายเป็นอย่างไร (ส่วนใหญ่คนจ่ายเงินมักจะรู้ดีที่สุด)
กรณีที่เป็นประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน เมื่อเราถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว จะสามารถนำหลักฐานการถูกหัก ณ ที่จ่าย (จากต่างประเทศ) มาเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยได้
กรณีที่เป็นประเทศที่ไม่ได้มีอนุสัญญาภาษีซ้อน เมื่อเราถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว เราสามารถนำเงินดังกล่าวมาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(6) แห่งประมวลรัษฎากรค่ะ
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน อย่าลืมเก็บหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายจากต่างประเทศไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ
2. การส่งออกสินค้าและบริการ ต้องถูกคิดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เพราะอะไร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีนำเข้าส่งออกที่จะถูกเก็บ ณ วันที่ทำเรื่องผ่านศุลกากร โดยกรมศุลกากรมีหน้าที่เรียกเก็บแทนกรมสรรพากร 7% เมื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีมาแล้ว
กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อได้ หรือธุรกิจบางประเภทก็ได้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า อย่างเช่นการนำเข้าอัญมณี เครื่องประดับ
การส่งออกจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มใน อัตรา 0% ดังนี้
- ส่งออกผ่านกรมศุลกากร อัตราภาษีที่ต้องเสีย VAT = 0%
- ส่งสินค้า เข้าเขตปลอดภัย อัตราภาษีที่ต้องเสีย VAT = 0%
- ให้บริการในไทย ใช้บริการในต่างประเทศ อัตราภาษีที่ต้องเสีย VAT = 0%
- ให้บริการในต่างประเทศ ใช้บริการในต่างประเทศ ไม่อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT
- สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี แต่เสีย VAT 7% ได้แก่ นิตยสาร Photobook คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เมาส์
การให้บริการในต่างประเทศ และใช้บริการในต่างประเทศ คืออะไร?
** ยกตัวอย่างกรณีเช่น บริษัทต่างประเทศ จ้างเราทำงานโฆษณา ที่ต่างประเทศ และเราก็ไปจ้างบริษัทต่างประเทศ อีกทีนึง เพื่อทำงานดังกล่าว
ลักษณะนี้ ทั้งการให้บริการ และผู้ใช้บริการ อยู่ต่างประเทศทั้งคู่ เหตุการณ์ก็เกิดที่ต่างประเทศ ไม่ได้เกิดในไทย จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองค่ะ **
เรามาดูตัวอย่างวิธีคิดคำนวณภาษีนำเข้ากันค่ะ
1. นำเข้าโดยกิจการนำเข้ามาเอง
- อากรขาเข้า = ราคาสินค้า x อัตราภาษีขาเข้า
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม = (ราคาสินค้า + อากรขาเข้า) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
- ภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ = อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ตัวอย่างเช่น นางสาวรักษ์โลก ซื้อเครื่องสำอาง มูลค่ารวม 30,000 บาท จากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย สามารถนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีนำเข้าได้ดังนี้
- อาการขาเข้า = ราคาสินค้า 30,000 x อัตราภาษีขาเข้ากระเป๋า (30%) = 9,000 บาท
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม = (ราคาสินค้า 30,000 + อาการขาเข้า 9,000) x ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = 2,730 บาท
- ภาษีทั้งหมด = อากรขาเข้า 9,000 + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,730 = 11,760
**ดังนั้น นางสาวรักษ์โลก ต้องชำระภาษีนำเข้าทั้งหมด = 11,760 บาท**
2. นำเข้าโดยใช้บริการขนส่ง วิธีคำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF
CIF คืออะไร ?
- 1. C หมายถึง COST คือ ต้นทุนของราคาสินค้า ดูได้จากราคาสินค้าใน COMMERCIAL INVOICE (CI) หรือ PURCHASE ORDER (PO)
- 2. หมายถึง INSURANCE คือ ประกันภัย โดยประกันภัยของสินค้า มี 2 แบบ
- 2.1 ไม่ทำประกันภัยสินค้ากับบริษัทประกันภัย แต่เวลาออกของนั้น จำเป็นต้องมีค่าประกันภัย โดยจะคิด 1 %ของราคาสินค้าทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายจะไม่สามารถทำการเคลมได้
- 2.2 ทำประกันภัยสินค้ากับบริษัทประกันภัย โดยจะใช้เบี้ยกระกันภัยสินค้าในการคำนวนและเมื่อสินค้าเกิดความเสียหายสามารถสามารถเคลมกับบริษัทประกันได้
**ดังนั้นทางเราแนะนำว่าควรทำประกันภัยสินค้ากับบริษัทประกันภัย เนื่องจากค่าประกันภัยที่เสียไปอาจถูกกว่าหรือเท่ากับแบบแรก แต่กรรมธรรม์ที่เราทำนั้น สามารถคุ้มครองได้จริงในกรณีสินค้าของเราเกิดความเสียหาย**
- 3. F หมายถึง FREIGHT คือ ค่าขนส่ง โดยผู้นำเข้าสามารถทราบได้จากการสอบถาม Freight Forwarder (ตัวแทนผู้นำเข้าส่งออก) หรือ สายเรือ ที่ใช้บริการนำเข้า
โดยมีสูตรการคิดภาษีนำเข้าสินค้า คือ
- 1. ค่าสินค้า + ประกันภัย + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ = CIF
- 2. ราคา CIF x อัตราภาษีขาเข้า (%) = อากรขาเข้า (อัตราภาษีขาเข้า 5%, 10%, 20% หรือ 30% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้านั้นๆ)
- 3. ราคา CIF + อากรขาเข้า x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- 4. อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม = มูลค่ารวมภาษีขาเข้าที่ต้องชำระ
ตัวอย่างเช่น นางสาวรักษ์บ้าน นำเข้านาฬิกาข้อมือ ราคา 35,000 บาท โดยมีค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 2,000 บาท เเละ ได้ซื้อประกันภัยโดยจ่ายในราคา 1,500 บาท นางสาวสุดสวยจะต้องเสียภาษีนำเข้าเท่าไหร่ ?
- 1. ราคา CIF : ค่าสินค้า 35,000 + ประกัน 1,500 + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ 2,000 = ราคา CIF 38,500 บาท
- 2. ค่าภาษี : ราคา CIF 38,500 x อัตราภาษีขาเข้า 30% = ภาษี 11,550 บาท
- 3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ภาษี 11,550 + ราคา CIF 38,500 x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,503.50 บาท
- 4. รวมภาษีที่ต้องชำระ: ภาษี 11,550 + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,503.50 = ค่าภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ 15,053.50 บาท
**ดังนั้น นาวสาวรักษ์บ้านต้องชำระภาษีนำเข้า ทั้งหมด = 15,053.50 บาท**
เพราะฉะนั้น กิจการที่ขายสินค้าและบริการ จึงต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับภาษีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า จะต้องเสียภาษีนำเข้าส่งออกให้ครบทุกหน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หากไม่เสียภาษีส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะภาษีที่ต้องยื่นแก่สรรพากร ต้องระวัง! สรรพากรตรวจสอบพบ และอาจก่อให้เกิดตามมาภายหลังได้



